Home บทความ ข้อมูลปลูกผม ปัญหาหนักใจคนผมน้อย หัวล้าน กรรมพันธุ์ ปลูกผมช่วยได้ไหม

ปัญหาหนักใจคนผมน้อย หัวล้าน กรรมพันธุ์ ปลูกผมช่วยได้ไหม

ปัญหาหนักใจคนผมน้อย หัวล้าน กรรมพันธุ์ ปลูกผมช่วยได้ไหม

รักษาหัวล้านกรรมพันธุ์แบบไหนดี?

เรื่องผมร่วง ผมบาง หัวล้านไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ เลย ยิ่งมองเห็นกองเส้นผมบนพื้นกับความโล่งของหนังศีรษะยิ่งเพิ่มความกังวลให้มากขึ้น บางคนผมร่วงมากเพราะความเครียด การเปลี่ยนแปลงฮอร์โมน หรืออาการเจ็บป่วยบางอย่าง ในขณะที่บางคนประสบปัญหาผมร่วง ผมบางจากกรรมพันธุ์ และไม่แน่ใจว่าหากมาจากกรรมพันธุ์ที่ถ่ายทอดต่อกันมาจะรักษาได้ไหม หรือต้องหัวล้านแบบไม่มีทางออก ซึ่งจริง ๆ แล้วปัญหาหัวล้านกรรมพันธุ์สามารถแก้ไขได้ด้วยการปลูกผม

วิธีลดผมหลุดร่วง ชะลอปัญหาผมบาง

การปลูกผมสามารถเพิ่มจำนวนเส้นผมบนศีรษะได้ แต่ก็ไม่ควรละเลยการลดผมร่วงด้วยวิธีธรรมชาติ ควบคู่ไปกับการบำรุงผม เพื่อให้รากผมสามารถฟื้นตัวได้เร็ว ผลิตผมที่แข็งแรงออกมา ชะลอการหัวล้านก่อนเวลาอันควร มีวิธีลดผมหลุดร่วงที่ได้รับการแนะนำ ดังนี้

– อย่าสระผมทุกวัน

การสระผมทุกวันจะลดปริมาณน้ำมันบนหนังศีรษะ ทำให้ผมไม่มัน ซึ่งการที่ผมไม่มันเลยไม่ใช่เรื่องดี เพราะปกติน้ำมันบนหนังศีรษะจะมอบความชุ่มชื้นให้ผมและรากผม เมื่อน้ำมันน้อยจะทำให้ผมแห้ง รากผมไม่แข็งแรง เปราะบางและหลุดร่วงง่าย

– งดการสระผมด้วยน้ำอุ่น

น้ำอุ่นเป็นอีกสาเหตุที่ทำให้หนังศีรษะสูญเสียความชุ่มชื้นได้ง่าย ลดปริมาณน้ำมันบนหนังศีรษะลง ทำให้ผมแห้งเช่นกัน และส่งผลต่อความแข็งแรงของเส้นผม ผมจึงร่วงง่าย

– บำรุงเส้นผมและหนังศีรษะ

การบำรุงเส้นผมและหนังศีรษะเป็นประจำจะเพิ่มความแข็งแรงให้กับรากผมและหนังศีรษะได้ ควรหมักผมด้วยทรีตเมนต์อาหารผม น้ำมันมะพร้าว ไข่ไก่ โยเกิร์ต

– กินอาหารที่ช่วยบำรุงผม

อาหารที่ช่วยลดผมร่วงจะเป็นอาหารที่มีสารอาหารประเภทวิตามินบี ธาตุเหล็ก และสังกะสี พบมากในถั่วและธัญพืช ผลไม้ตระกูลเบอร์รี ปลาแซลมอน กล้วย

การดูแลเส้นผมเป็นประจำ ทำให้ผมร่วงน้อยลง รากผมแข็งแรงขึ้น ควรเริ่มดูแลตั้งแต่อายุยังน้อย เพราะระบบต่าง ๆ ในร่างกายยังคงทำงานได้อย่างสมบูรณ์

สาเหตุของการหัวล้านกรรมพันธุ์และช่วงอายุ

ผมร่วงกรรมพันธุ์ ปัญหาใหญ่ที่ไม่ควรมองข้าม

ปัญหาหัวล้านกรรมพันธุ์เป็นเรื่องที่ยากจะหลีกเลี่ยง แม้จะดูแลเส้นผมเป็นอย่างดีก็มีโอกาสที่ผมจะร่วงมากในช่วงวัยหนึ่งได้เช่นกัน ผู้ที่มีกรรมพันธุ์หัวล้านจากบรรพบุรุษจึงควรรู้และทำความเข้าใจเกี่ยวกับหัวล้านกรรมพันธุ์เอาไว้ เพื่อการรับมือที่ถูกวิธี

หัวล้านกรรมพันธุ์หรือที่เรียกว่า Androgenetic Alopecia เป็นอาการที่ผมร่วงจากสาเหตุของกรรมพันธุ์ ซึ่งเป็นผลมาจากยีนที่ถ่ายทอดต่อกันมา มักจะพบอาการได้ชัดเจนในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง นั่นก็เป็นเพราะว่าฮอร์โมนหลักของผู้ชายคือฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน (Testosterone) ที่มีส่วนในการสร้างฮอร์โมนไดไฮโรเทสโทสเตอโรน (Dihydrotestosterone) หรือ DHT

ฮอร์โมน DHT นี่เองที่เป็นสาเหตุของการเกิดผมร่วง เพราะเมื่อฮอร์โมน DHT ไปจับกับ Androgen Receptor บริเวณรากผม จะทำให้รากผมผลิตเส้นผมที่เส้นเล็กลง อ่อนแอกว่าเดิม ร่วงได้เร็วขึ้น ทำให้การหัวล้านมาเยือนอย่างรวดเร็ว หัวล้านในผู้ชายจะอยู่ในลักษณะของหัวล้านกลางหัว หัวล้านไข่ดาว หรือหัวล้านขุนช้าง ขณะที่ผู้หญิงจะเห็นเพียงหนังศีรษะที่โล่งช่วงรอยแสกเท่านั้น

อาการหัวล้านกรรมพันธุ์จะเริ่มชัดเจนในช่วง 30 ปีขึ้นไป สำหรับผู้ชาย และยิ่งร่วงมากขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น ผู้หญิงจะเริ่มแสดงอาการช้ากว่า ประมาณอายุ 35 ปี แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับการดูแลเส้นผมของแต่ละคนด้วย บางคนหากดูแลรากผมดี อาจจะแสดงอาการช้ากว่านี้

เมื่ออาการหัวล้านกรรมพันธุ์มาเยือนจะสร้างความกังวลให้ไม่น้อย มีคำแนะนำว่าการปลูกผมช่วยได้ แต่ต้องปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อน เพื่อให้ได้เทคนิคการปลูกผมที่ตรงกับความต้องการของตัวเองมากที่สุด

เทคนิคการปลูกผมที่ The Skin Clinic

The Skin Clinic มีบริการปลูกผมที่ได้รับความไว้วางใจ ดำเนินการปลูกผมโดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ประสบการณ์สูง พร้อมให้คำแนะนำก่อนตัดสินใจปลูกผมได้ เทคนิคปลูกผมที่น่าสนใจที่ The Skin Clinic ได้แก่

1.) เทคนิค Follicular Unit Extraction (FUE)

การปลูกผมเทคนิค FUE ได้รับการกล่าวว่าเป็นการปลูกผมไร้รอยเย็บ เพราะเครื่องมือมีขนาดเล็กมาก สร้างรอยแผลจากการเจาะกราฟผมเพียง 1 มิลลิเมตรเท่านั้น วิธีการทำแพทย์จะเจาะเอากราฟผมจากบริเวณท้ายทอย ซึ่งเป็นส่วนที่โดนฮอร์โมนเพศชายน้อย แล้วคัดเลือกกราฟผมที่แข็งแรงมาปลูกลงบนหนังศีรษะบริเวณที่ต้องการ ผมที่ขึ้นใหม่จะมีความเป็นธรรมชาติ ไม่ต้องพักฟื้น ไม่มีแผลเย็บ

2.) เทคนิค Long Hair FUI

การปลูกผมด้วยเทคนิค Long Hair FUI จะเรียกอีกอย่างว่า Celebrity Hair Transpant เป็นการปลูกผมที่ได้รับความนิยม เพราะปลูกได้แม้ผมยาว ไม่ต้องโกนหัว ไม่ต้องตัดผม สามารถสร้างแนวผมได้ตามต้องการ ผมที่ปลูกใหม่จะยาวกว่า ทำให้เห็นไรผมชัดเจนตั้งแต่ครั้งแรกที่ทำ ใช้เวลาทำนานกว่าแบบ FUE แต่มีข้อดีที่ไม่ต้องตัดผมนั่นเอง

3.) เทคนิค Direct Hair Implantation (DHI)

การปลูกผมแบบ DHI มีความคล้ายกับเทคนิค FUE แต่มีเครื่องมือเจาะพิเศษชื่อว่า DHI Implanter ซึ่งมีหัวเล็กมากเพียง 0.6 – 0.8 มิลลิเมตรเท่านั้น แผลที่ออกมาจึงมีขนาดเล็กมาก นอกจากนั้นความเล็กของหัวเข็มยังช่วยในการคุมทิศทางได้ดีขึ้น แพทย์จึงกำหนดความลึก มุม และทิศทางของเส้นผมได้ ผมที่ปลูกใหม่จึงมีความธรรมชาติ ได้ทรงตามต้องการ

4.) เทคนิค RIGENERA Cell Micrograft Hair

การปลูกผมโดยไม่ต้องย้ายรากผม โดยแพทย์จะสกัดเอาเนื้อเยื่อจากหลังศีรษะที่ไม่ถูกรบกวนจากฮอร์โมน DHT นำมาสกัดด้วยเครื่อง Rigenera ที่นำเข้าจากอิตาลี จนได้รากผมที่แข็งแรง จากนั้นนำไปฉีดบริเวณศีรษะที่ล้าน เพื่อกระตุ้นการสร้างผมใหม่ให้แข็งแรง ไม่ถูกรบกวนด้วยฮอร์โมนเพศชาย ลดผมหลุดร่วง

5.) เทคนิค ALMI Nano Fat Transfer

ALMI Nano fat transfer เป็นวิธีการปลูกผมด้วยไขมันตนเอง โดยทีมแพทย์จะนำไขมันจากสะโพก ต้นขา หรือบริเวณที่มีไขมันส่วนเกินมาสกัดอย่างละเอียด 4 ขั้นตอนจนได้ไขมันบริสุทธิ์ จากนั้นฉีดกลับเข้าไปยังหนังศีรษะ เพื่อสร้างเส้นผมใหม่ โอกาสแพ้น้อย เพราะสกัดจากไขมันของตนเอง

6.) เทคนิค FRM Anti-Hair Loss

การลดผมหลุดร่วงด้วยเครื่อง FRM ซึ่งเป็นเครื่องที่ส่งคลื่นวิทยุ RF ลงบนหนังศีรษะ ควบคู่กับเข็มขนาดเล็ก Microneedle ในการเปิดรูรากผม แล้วฉีด Growth Factor (PRF) แบบ Premium ลงไป ช่วยลดการเสื่อมของรากผม เพิ่มการงอกใหม่ของเส้นผม และกระตุ้นการงอกใหม่ของเส้นผม

เทคนิคการปลูกผมแต่ละอย่างของ The Skin Clinic มีจุดเด่นแตกต่างกัน ผู้ที่สนใจปลูกผมจากปัญหาหัวล้านกรรมพันธุ์ สามารถแอด LINE สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย ตอบคำถามโดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยตรง

Read More >>>

Exit mobile version